เคยสงสัยกันมั้ยว่าทำไมท่อถึงต้องมีทั้งท่อเหล็ก และ ท่อพลาสติก ทั้งๆที่การใช้งานบางอย่างก็แทบจะเหมือนกัน และเพราะความเข้าใจที่ว่าท่อทั้งสองคล้ายกันบางคนที่มองว่าท่อเหล็กแข็งแรงกว่าท่อพลาสติกก็เลือกที่จะใช้ท่อเหล็ก ในขณะที่บางคนเน้นไปที่การประหยัดค่าใช้จ่ายแต่ได้วัสดุดีจึงเลือกใช้ท่อพลาสติก อย่างไรก็ตามวัสดุแต่ละชนิดมีทั้งข้อดีและข้อเสียเฉพาะตัว แม้ภาพรวมจะมีลักษณะการใช้งานที่คล้ายกัน แต่ถ้าเลือกท่อผิดประเภท โดยเฉพาะในโรงงานอุตสาหกรรม ก็อาจจะทำให้เกิดผลเสียตามมา บทความนี้เลยรวบรวมความแตกต่างระหว่างท่อเหล็กกับท่อพลาสติกเพื่อให้ง่ายต่อการตัดสินใจ

ประเภทของท่อที่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม
1.ท่อเหล็ก
ท่อเหล็ก ถือเป็นท่อที่ได้รับความนิยมในโรงงานอุตสาหกรรมมากที่สุด ด้วยวัสดุที่ทำจากเหล็กคาร์บอน และ เหล็กแบบไร้สนิม ทำให้ท่อประเภทนี้มีความทนต่อแรงดันสูงและการกัดกร่อนได้เป็นอย่างดีและเป็นท่อที่ถูกใช้อย่างแพร่หลายในระบบจ่ายน้ำ อุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับน้ำมัน ก๊าซ และ กระบวนการทางอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม การติดตั้งท่อเหล็กจำเป็นต้องได้รับการติดตั้งโดยผู้เชี่ยวชาญ
ทั้งนี้ท่อเหล็กก็มีหลายประเภทและถูกใช้แตกต่างกันในแต่ละอุตสาหกรรม เช่น
• อุตสหกรรมที่เกี่ยวกับการก่อสร้าง ไม่ว่าจะเป็นก่อสร้างตึก หรือ สะพาน
• อุตสหกรรมที่เกี่ยวกับน้ำมันและก๊าซ
• ท่อเหล็กมักถูกนำไปใช้ในการผลิตอุปกรณ์และเครื่องจักรด้วย เช่น เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อน หม้อไอน้ำ หรือ ในอุตสาหกรรมยานยนต์
2. ท่อพลาสติก
ท่อพลาสติกในที่นี้หมายความรวมถึง ท่อ PVC , HDPE, PEX, CPVC ด้วยคุณสมบัติที่ทนต่อการกัดกร่อนได้เป็นอย่างดี มีน้ำหนักเบา มีความยืดหยุ่นสูง และติดตั้งง่าย ทำให้ท่อ PVC เป็นท่ออีกหนึ่งประเภทที่ได้รับความนิยมในโรงงานอุตสาหกรรม
ข้อดีที่โดดเด่นของท่อพลาสติก คือเป็นท่อที่ไม่เป็นสนิมง่าย หรือ มีปฏิกริยากับสารเคมีที่มีฤทธิ์รุนแรง หรือ แสง UV ทำให้ถูกนิยมใช้ในสภาพแวดล้อมที่ความเป็นกรดสูง หรือ ภายนอกอาคาร เช่น ระบบกระจายน้ำ ระบบบำบัดน้ำเสีย และระบบขนส่งสารเคมี
อีกหนึ่งข้อดีและเป็นข้อสำคัญคือเรื่องของราคาและการดูแลรักษาท่อพลาสติกนั้นทำได้ง่าย เมื่อเทียบกับท่อประเภทอื่น รวมภึงมีขนาดให้เลือกใช้ได้หลายหลายและยืดหยุ่นดี
สำหรับข้อเสียของท่อพาสติก คือ ทนกับความร้อนได้เพียงเล็กน้อย และมีอายุการใช้งานสั้น
ตัวอย่างอุตสาหกรรม หรือ งานที่ท่อพลาสติกมักถูกนำไปใช้
เนื่องจากท่อพลาสติกมีราคาที่ไม่แพงมาก และ ได้รับการรับรองมาตรฐานหลายอย่างทำให้ถูกใช้อย่างแพร่หลายในหลายอุตสาหกรรม เช่น
• ระบบชลประทานในการเกษตร
• ภายในโรงพยาบาล เพราะได้รับมาตรฐานที่เหมาะกับสุขอนามัยของคนไข้
• โรงงานที่เกี่ยวของกับสารเคมี
• โรงงานผลิตอาหาร

เมื่อเปรียบเทียบท่อ PVC กับท่อเหล็ก คนส่วนใหญ่จะคิดว่าพลาสติกมีความทนทาน ยืดหยุ่น และอายุการใช้งานที่น้อยกว่ากว่าท่อเหล็ก อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงข้อสันนิษฐานทั่วไปและอาจไม่ถูกต้องในหลายๆ กรณี เราจึงรวบรวบความแตกต่างระหว่างท่อทั้ง 2 ประเภท ในเชิงของการใช้งานจริง คุณสมบัติ และราคา
1.ความทนทานต่ออุณหภูมิ
• กรณีของความร้อน ท่อ PVC สามารถรับความร้องสูงสุดได้ไม่เกิน 60 องศา เพราะหากสูงกว่านั้นท่อจะเริ่มละลาย ในขณะที่ท่อเหล็กสามรถทนต่อความร้อนได้ถึง 230 องศา ทั้งนี้ความทนทานนี้ขึ้นอยู่กับส่วนผสมของท่อด้วย
•กรณีของความเย็น ท่อ เหล็กยังคงมีความทนทานสูงไม่แพ้กันเพราะสามารถรองรับความเย็นได้ถึง -15 องศา ในขณะที่ท่อพลาสติกจะทนได้แค่ 0 องศา หากอุณหภูมิสูงกว่านั้นท่ออาจจะแตก หรือ เปราะได้
ดังนั้น ในแง่ของความทนทานต่ออุณหภูมิที่ร้อนจัด หรือ เย็นจัดจนเกินจุดเยือกแข็ง ท่อเหล็กจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าท่อพลาสติก
2.ความทนทานต่อแรงดัน
ในแง่ของความทนทานต่อแรงกดทับและแรงดัน แน่นอนว่าความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของตัววัสดุที่ผลิตท่อมีความสำคัญมาก เช่นเดียวกับความหนาของผนังท่อและเส้นผ่าศูนย์กลางของท่อ ดังนั้น ถ้ามองในมุมของวัสดุ เหล็กย่อมทนทานต่อแรงดันและการกดทับได้ดีกว่า
อย่างไรก็ตาม แม้ท่อพลาสติกจะทนกับแรงกดทับได้น้อยกว่าท่อเหล็ก แต่ในการรองรับแรงดันภายในท่อ เช่นการใช้งานในระบบส่งน้ำ พลาสติกก็ทำงานได้ดีไม่แพ้ท่อเหล็ก ทั้งนี้ แรงดันเหล่านั้นต้องเป็นไปตามเงื่อนไข PSI ที่เขียนไว้ที่ตัวท่อด้วย
3.ความทนทานต่อสารเคมี
ทั้งท่อพลาสติกและท่อเหล็กสามารถทนทานต่อสารเคมีได้ดี แต่อาจจะมีสารเคมีบางประเภทที่ท่อแต่ละประเภทไม่สามารถทนทานได้ เช่น กรณีของท่อเหล็ก ไม่แนะนำให้ใช้กับสารเคมีประเภทกรดไฮโดรคลอริก และกรดซัลฟิวริก เนื่องจากอาจเกิดก๊าซไฮโดรเจนที่ติดไฟได้ แต่ปัญหาเหล่านี้ไม่เกิดขึ้นกับท่อพลาสติก เพราะท่อ PVC ทนกับสารทั้งสองได้ดี ในทางตรงกันข้าม สารเคมีที่ท่อพลาสติกไม่อาจรองรับได้คือ น้ำมันธรรมชาติ สารไฮโดรคาร์บอน และผลิตภัณฑ์อาหาร ดังนั้น ถ้าเป็นงานที่ใช้ลำเลียงสารเหล่านี้แนะนำให้ใช้ท่อสแตนเลสดีกว่า
4.ความทนทานต่อการกัดกร่อน
เชื่อว่าหากพูดถึงเรื่องความทนทานต่อการกัดกร่อน หรือ การป้องกันการเป็นสนิม ทุกคนจะเทคะแนนให้กับท่อพลาสติกมากกว่าท่อเหล็ก ซึ่งความเชื่อในเรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องจริงและเป็นข้อดีที่โดดเด่นของท่อพลาสติก
สาเหตุที่ท่อพลาสติกทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่กัดกร่อนได้ดีกว่าท่อเหล็กเป็นเพราะสารบางตัวที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่นำท่อไปใช้งาน เช่น โซเดียมคลอไรด์ (NaCl), แคลเซียมคลอไรด์ (CaCl2), แมกนีเซียมคลอไรด์ (MgCl2) หรือ สารที่เกิดจากปฏิกริยาเคมีในดิน อาจทำให้ความสมดุลของเหล็กลดลงและก่อให้เกิดหลุมหรือปฏิกริยาเคมีตามผิวท่อ ในขณะที่พลาสติกจะมีความทนทานสูงต่อผลกระทบจากดินและปฏิกิริยาของคลอไรด์ดังกล่าวได้ดี
5.คุณสมบัติการเป็นฉนวนและการนำไฟฟ้า
คำว่าคุณสมบัติการเป็นฉนวนในที่นี้ จะขอนิยามเป็นการนำพาความร้อน ความเย็น หรือ ไฟฟ้า ต่อสสารที่ลำเลียงผ่านท่อ ซึ่งความเป็นฉนวนต่อปัจจัยเหล่านี้ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ท่อพลาสติกทำได้ดีกว่าท่อเหล็ก ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเรานำน้ำร้อนเทลงในท่อเหล็กที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เย็นจัด เราจะรู้สึกว่าน้ำที่เทลงไปอุ่นลงเมื่อถึงปลายทาง สาเหตุเป็นเพราะตัวท่อเหล็กดูดซับความเย็นจากสภาพแวดล้อมภายนอก และทำให้น้ำร้อนสัมผัสกับความเย็นจนน้ำค่อยๆอุ่นลง ในทางตรงกันข้าม อุณหภูมิของน้ำที่เทลงในท่อพลาสติกจะคงเดิมแม้ท่อจะอยู่ในอุณหภูมิที่สูง เพราะตัวท่อพลาสติกไม่นำพาความร้อน ความเย็น หรือไฟฟ้า
6.อายุการใช้งาน
โดยปกติอายุการใช้งานของท่อมักจะขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมที่ใช้งาน เช่น สภาพอากาศ และองค์ประกอบทางเคมีของดิน ท่อที่อยู่ภายในอาคารธรรมดามักจะมีอายุการใช้งานที่ยืนยาวกว่าท่อที่อยู่ภายนอกอาคารซึ่งต้องทนต่อ แดด ฝน ความเย็น
นอกจากนี้ การเลือกใช้ท่อให้เหมาะสมกับการใช้งานก็เป็นปัจจัยที่สำคัญ เพราะอย่างที่ได้เคยกล่าวไว้ว่าวัสดุที่ใช้ผลิตท่อแต่ละชนิด ไม่ว่าจะพลาสติกหรือเหล็กต่างก็มีความทนทานต่อสสารแบบเฉพาะตัว หากเทียบกันระหว่างท่อ PVC และท่อเหล็ก ท่อพลาสติกจะมีความทนทานต่อน้ำ สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง (ยกเว้นรังสียูวีจากแสงแดด) และสารเคมีในดินได้ดีกว่าท่อเหล็ก ซึ่งส่งผลให้มีอายุการใช้งานของท่อพลาสติกยาวนานกว่า
7.ค่าใช้จ่าย
เนื่องจากท่อพลาสติกมีต้นทุนของวัสดุที่นำมาผลิตและค่าการติดตั้งที่ไม่สูงมาก ทำให้ภาพรวมท่อพลาสติกมีราคาที่ต่ำกว่าท่อเหล็กเสมอ ในขณะที่ท่อเหล็ก ซึ่งตัววัสดุที่นำมาใช้ผลิตก็มีราคาสูงอยู่แล้ว บวกกับขั้นตอนการผลิตที่ยุ่งยากและจำเป็นต้องใช้เครื่องมือในการติดตั้งโดยเฉพาะ ทำให้ท่อเหล็กมีค่าใช้จ่ายสูง

บทส่งท้าย
ท้ายที่สุดแล้วจะเห็นว่า แม้ว่าการเลือกท่อมาใช้งานในโรงงานอุตสาหกรรม จะขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของโรงงาน งบประมาณ แต่การเลือกท่อให้เหมาะสมกับการใช้งาน สภาพแวดล้อม รวมถึงความสะดวกในการดูแลรักษาก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะเราจะเห็นว่าท่อเหล็กและท่อพลาสติกจะมีข้อดีข้อเสียเฉพาะตัว การได้รู้ถึงความแตกต่างอย่างละเอียดนี้จะช่วยให้เราตัดสินใจเลือกท่อที่เหมาะสมและประหยัดค่าใช้จ่ายที่สุด