มาตรฐานของท่ออุตสาหกรรมมีอะไรบ้าง?



                เราทุกคนต่างรู้ถึงความสำคัญของท่อ โดยเฉพาะท่อในโรงงานอุตสาหกรรมซึ่งท่อเป็นเสมือนโครงสร้างพื้นฐาน ดังนั้น เวลาจะเลือกซื้อท่ออุตสาหกรรมก็ควรเลือกท่อที่ดีและมีมาตรฐาน แต่เคยสงสัยกันบ้างมั้ยว่าเราจะรู้ได้ยังไงว่าท่อในโรงงานอุตสาหกรรมแต่ละประเภทต้องผ่านมาตรฐานอะไรบ้าง วันนี้เราเลยรวบรวมข้อมูลมาตรฐานที่สำคัญของท่ออุตสาหกรรม
เพื่อช่วยให้การตัดสินใจเลือกซื้อง่ายขึ้น


มาตรฐานของท่ออุตสาหกรรมตามหลักสากลมีอะไรบ้าง?


                มาตรฐานสากลที่ใช้กับท่ออุตสาหกรรมอย่างแพร่หลายมีหลานมาตรฐานและมาจากหลายประเทศ ซึ่งเราจะขอสรุปมาตรฐานที่เด่นๆให้และจะไปดูกันในหัวข้อถัดไปว่าประเทศไทยเอามาตรฐานอะไรมาใช้บ้าง

1.   AMSE (American Society of Mechanical Engineering) เป็นองคฺ์กรที่ทำหน้าที่ในการกำหนดข้อบังคับสำหรับการออกแบบวัสดุ การตรวจสอบ การติดตั้ง และบำรุงรักษาระบบท่อ เพื่อให้มีความปลอดภัยในการใช้งานและน่าเชื่อถือ มาตรฐานนี้สามารถใช้ได้กับท่อหลายประเภท เช่น


2. ASTM (American National Standard Institute) เป็นองค์กรที่กำหนดมาตรฐานเกี่ยวกับท่อเหล็กเป็นส่วนใหญ่ โดยเน้นไปที่การกำหนดคุณสมบัติทางเคมี เช่น วัสดุที่ใช้ทำท่อเหล็กควรประกอบไปด้วยอะไรบ้าง คุณสมบัติในเรื่องของความทนทานต่อแรงกดทับ หรือ การสึกกร่อน ตัวอย่างมาตรฐาน ASTM ในท่อเหล็ก

3. API (American Petroleum Institute) เป็นมาตรฐานที่ใช้กับท่อเหล็ก แต่เน้นไปที่ท่อเหล็กที่ใช้งานในอุตสาหกรรมน้ำมัน และ ก๊าซ เป็นมาตรฐานที่เน้นในเรื่องของความปลอดภัย ความทนต่อแรงดันในระบบท่อขนส่งก๊าซและน้ำมัน

4. ANSI (American National Standard Institute) เป็นมาตรฐานที่เอาไว้ใช้กับหน้าแปลนของท่อ หรือ ก็คือเป็นมาตรฐานที่บอกว่าท่อนี้สามารถทนต่อแรงดันได้กี่หน่วย PSI เช่น ANSI 150 คือ บอกว่าท่อนี้ทนต่อแรคงดันได้ 150 PSI มาตรฐานนี้จะใช้ได้ทั้งกับท่อในโรงงานน้ำมันและก๊าซ หรือโรงาานอุตสาหกรรมทั่วไป

5. ISO (International Organization for standardization) มาตรฐานที่กำหนดในเรื่องของความปลอดภัย โดยจะเน้นไปที่การกำหนดสีที่ใช้ในระบบท่อแต่ละประเภท รวมถึงมาตรฐานในเรื่องของวัสดุและขนาด เช่น ISO 15494 เป็นมาตรฐานสำหรับท่อพลาสติกที่ใช้ในอุตสาหกรรมโดยตรง

6.  MSS (Manufacturers Standardization Society) เป็นมาตรฐานที่ใช้กำหนดแนวทางและเกณฑ์การผลิตอุปกรณ์แขวน ข้อต่อ วาล์วของท่อ เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือว่าชิ้นส่วนเหล่านี้จะสามารถรับน้ำหนักของท่อได้

7.  NFPA (National Fire Protection Association) มาตรฐานในการออกแบบและผลิตท่อในระบบดับเพลิง เช่น NFPA13 เป็นมาตรฐานในการติดตั้งสปริงเกอร์

 

มาตรฐานของท่อเหล็กที่ใช้ในอุตสาหกรรมประเทศไทย



                สำหรับมาตรฐานของท่อที่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมของไทยจะยึดตามข้อกำหนดของ มอก. (TIS) และใช้ควบคู่ไปกับมาตรฐานสากล เช่น ASTM , JIS , ISO ขึ้นอยู่กับประเภทของท่อ ซึ่งเราสามารถแยกมาตรฐานที่สำคัญตามประเภทของท่ออุตสาหกรรมได้ ดังนี้



1. ท่อเหล็กดำ และ ท่อกัลวาไนซ์

• มอก. 107-2566: เป็นมาตรฐานของประเทสไทยที่เน้นไปเรื่องคุรภาพและคุณสมบัติของท่อว่าควรจะเป็นอย่างไร และเป็นการรับรองว่าผลิตภัณฑ์นั้น


o มีความแข็งแรงตามมาตรฐาน
o มีขนาดที่ถูกต้อง
o ผ่านการตรวจสอบและคัดกรองคุณสมบัติแล้ว
o ปลอดภัยต่อการใช้งาน


• ASTM A53 เป็นมาตรฐานสำหรับท่อที่ใช้ในระบบประปา ระบบทำความร้อน ระบบก๊าซ โดยท่อที่ผ่านมาตรฐาน ASTM A53 ถือเป็นท่อที่ได้รับการรับรองว่า


o   ผ่านการทดสอบแรงดันแล้ว เหมาะกับงานในระบบประปา ระบบส่งน้ำมันและก๊าซ
o   มีความทนทานต่อการกัดกร่อน โดยเฉพาะท่อเหล็กกัลวาไนซ์ หากได้รับการรับรองมาตรฐานนี้จะน่าเชื่อถือมาก และด้วยคุณสมบัตินี้ทำให้ยืนยันได้ว่าท่อเหล็กเหล่านี้สามารถใช้ในพื้นที่ที่มีการกัดกร่อนสูงเช่น พื้นที่ทางทะเล ที่ๆมีความชื้นสูง
o   เป็นท่อที่ความแข็งแรงมากใช้ในงานโครงสร้างอาคารหรือระบบปรับอากาศได้
o   มาตรฐาน ASTM A53 กำหนดการออกแบบท่อให้มีความทนทานต่อกการสั่นสะเทือนด้วย ดังนั้นจึงนิยมใช้ท่อที่ผ่านมาตรฐานนี้ในงานก่อสร้าง งานขนส่ง  โรงงานพลังงาน

 


• JIS G3444: มาตรฐานญี่ปุ่นสำหรับท่อเหล็กคาร์บอนสำหรับงานโครงสร้าง

• Sch 40 (Schedule 40): มาตรฐานความหนาของท่อที่นิยมที่สุดสำหรับงานทั่วไปและงานโครงสร้าง โดยโดย “SCH” เป็นตัวย่อของตารางกำหนดขนาดท่อ ซึ่งใช้วัดมาตรฐานความหนาของผนังท่อ ส่วนเลข 40 นั้นไม่ได้หมายความว่าท่อดังกล่าวมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 40 มิลลิเมตร หรือ 40 นิ้ว แต่มีความหนาประมาณ 3.68 มิลลิเมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 48.3 มิลลิเมตร ท่อที่มีเลขมาตรฐานความหนา SCH 40 ถือว่าเป็นท่อที่มีส่วนผสมของเหล็กเป็นส่วนใหญ่ทำให้มีความแข็งแรงมากที่สุด



2.ท่อพลาสติก


2.1.  ท่อ PVC และ ท่อ U-PVC จะมีมาตรฐานหลากหลายขึ้นอยู่กับการใช้งาน
• งานท่อประปา มาตรฐานนี้สามารถใช้ได้ทั้งกับท่อ PVC และ ท่อ U-PVC จะใช้ มอก 17-2532 ซึ่งเป็นมาตรฐานสำหรับระบบประปา และ การจ่ายน้ำ โดยจะกำหนดความหนา แรงดันที่ท่อสามารถใช้ได้
โดยจะกำหนดสีให้เป็นสีฟ้า สำหรับท่อประเภทนี้

•  งานอุตสาหกรรม และ งานเกษตร ใช้ มอก 999-2533 ซึ่งเป็นมาตรฐานสำหรับท่อสีเทา มาตรฐานนี้กำหนดคุณภาพของท่อ โดยเรียกเป็น ชั้น ซึ่งมีทั้งหมด 5 ชั้น คือ ชั้น 5 , ชั้น 7, ชั้น 8.5 , ชั้น 10.5 และ ชั้น 13.5 นอกจากนี้ ยังเป็นมาตรฐานที่ยืนยันว่าท่อดังกล่าวจะสามารถทนทานต่อการกัดกร่อนจากสารเคมีได้ดี

2.2. ท่อ HDPE

•  มอก 982-2556 เป็นมาตรฐานที่กำหนดสำหรับท่อ HDPE โดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นท่อ HDPE คาดส้ม หรือ คาดฟ้า โดยท่อที่ผ่านมาตรฐานนี้จะได้รับการรับรองว่าเป็นท่อที่ผลิตจากเท็ดพลาสติกโพลีเอทิลีน ที่มีความหนาแน่นสูง โดยจะมีสีดำ เพราะผสมสารคาร์บอนแบล็ค 3% เพื่อเพิ่มความทนทานต่อแสง UV และสารเคมี
ท่อที่ผ่านการรับรองนี้จะเป็นการยืนยันว่าสามารถใช้ในการบริโภคได้ มีการแบ่งเกรดท่อออกเป็น PE 80 และ
PE 100 ซึ่งเป็นเกรดสำหรับความหนาของท่อ

 


สัญลักษณ์บนท่อมีความสำคัญยังไง?

                หลังจากที่เข้าใจมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับท่อเหล็กแล้ว เราต้องเข้าใจสัญลักษณ์บนท่อเหล็กเพื่อให้แน่ใจว่าท่อเหล่านั้นไม่รับมาตรฐานที่ดีแน่นอน โดยท่อเหล็กและท่อพลาสติกจะมีสัญลักษณ์ที่แตกต่างเล็กน้อย

                 
1. ท่อเหล็ก มีจุดสังเกตุที่สำคัญ 5 จุด

 
.

•  มาตรฐานการรับรอง เป็นการยืนยันว่าท่อนี้ได้รับการตรวจสอบแล้วและมีคุณสมบัติตรงตามมาตรฐานที่รับรอง เช่น สัญลักษณ์ มอก. , ASTM , SCH40

•   โลโก้ผู้ผลิต เป็นสัญญลักษณ์ที่สำคัญเพราะเป็นตัวบ่งบอกที่มาของท่อสามารถตรวจสอบคุณภาพการผลิตได้โดยตรง

•   ชั้นคุณภาพของเหล็ก เป็นการแบ่งระดับคุณภาพตามลักษณะทางเคมีและคุณสมบัติที่ท่อเหล็กนั้นมี โดยแต่ละชั้นจะมีการกำหนดค่าเกณฑ์เฉพาะที่ทำให้ท่อเหล็กเหมาะสมกับการใช้งานที่แตกต่างกันออกไป เช่น


o   STK290: ท่อเหล็กที่มีความต้านทานแรงดึงประมาณ 290 MPa (เมกะปาสคัล) ซึ่งเหมาะกับงานที่ไม่ต้องการความแข็งแรงสูงมาก

o   STK500 และ STK540: ท่อเหล็กที่มีความต้านทานแรงดึงประมาณ 500 MPa และ 540 MPa ตามลำดับ ซึ่งเหมาะกับงานที่ต้องการความทนทานสูงสุด



•   กรรมวิธีการผลิต ซึ่งสำหรับท่อเหล็กจะแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ ERW เป็นการเชื่อมโดยการใช้ความต้านทานไฟฟ้า กับ SAW เป็นการเชื่อมแนวตะเข็บแบบเกลียวโดยใช้ท่อขนาดใหญ่ในการม้วนท่อ

•   ขนาดของท่อ ซึ่งจะบอกทั้งเส้นผ่าศูนย์กลาง ความหนาของผนัง และ ความยาว


2. ท่อพลาสติก มีจุดที่สำคัญ 4 จุด

•   มาตรฐานการรับรอง ซึ่งจะเป็นเลข มอก. เป็นหลัก
•   โลโก้ผู้ผลิต
•   ขนาดของท่อ ซึ่งจะบอกทั้งเส้นผ่าศูนย์กลาง ความหนาของผนัง และ ความยาว
•   ชั้นคุณภาพของท่อ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญเพราะจะบอกเกี่ยวกับความทนทานในการใช้งานของท่อ

 


บทส่งท้าย

                การศึกษามาตรฐานของท่อเป็นสิ่งที่สำคัญพอๆกันกับการเรียนรู้ว่าท่อแต่ละประเภทแตกต่างกันยังไง เพราะท่อที่ไม่ได้มาตรฐานอาจนำไปสู่ปัญหาในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการรั่วซึม ท่อแตก หรือแม้แต่ความปลอดภัยในการใช้งาน ทั้งนี้ ท่อที่เลือกซื้อไม่จำเป็นต้องผ่านมาตรฐานสากลที่บทความนี้เขียนไว้ทั้งหมด แต่จะต้องมี มอก. เพราะมาตรฐานของ มอก. ส่วนใหญ่จะมาจากการปรับมาตรฐานสากลจากหลายๆประเทศมาเป็นข้อกำหนด มอก. ดังนั้น มอก. จึงเป็นข้อกำหนดที่ดีเยี่ยมอยู่แล้ว

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้